Uncategorized“Brass House” รูฟท็อปแจ๊สบาร์หรูกลางกรุงฯ
Brass House

Brass House” รูฟท็อปแจ๊สบาร์หรูกลางกรุงฯ กับสไตล์ Art Deco สุดหรู คนยุคใหม่เข้าถึงง่าย ถูกใจชาว Gen Z

สำหรับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นไลฟ์สไตล์การท่องราตรีของคนเมืองได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากการดื่มเพื่อความเมามาย กลายเป็นการดื่มเพื่อประสบการณ์ เพื่อบรรยากาศ และเพื่อการใช้เวลาคุณภาพกับตัวเอง หรือคนรอบข้าง และ “Brass House” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะรูฟท็อปแจ๊สบาร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบใหม่นี้ได้อย่างลงตัว ด้วยการผสานดนตรีแจ๊สเข้ากับความหรูหราทันสมัยในแบบ Art Deco แต่ยังคงความเข้าถึงง่าย ไม่เคร่งขรึม และไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มนักฟังแจ๊สตัวจริง

ทำให้ Brass House ไม่ได้เป็นเพียงแค่ Jazz Bar สำหรับการนั่งฟังเพลงเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อ “ค่ำคืน” ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ตั้งแต่สไตล์เพลง Jazz ที่ฟังง่าย และเข้าถึงง่าย การออกแบบร้านที่เน้นความสวยงามแบบร่วมสมัย ไปจนถึงวิวรูฟท็อปบนชั้นสูงที่เปิดมุมมองของกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ ที่ทุกองค์ประกอบถูกคิดมาเพื่อให้การมาเยือน Brass House กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

และด้วยคอนเซ็ปต์ที่ผสมผสานความหรู ความสนุก และความเป็นกันเอง ทำให้ Brass House จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของชาว Gen Z และคนทำงานยุคใหม่ ที่อยากเปลี่ยนค่ำคืนธรรมดาให้พิเศษขึ้น โดยไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังเข้าสู่บาร์แจ๊สที่เข้าถึงยาก หรือเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์แบบเดิมๆ

Brass House

1. เสน่ห์เฉพาะตัวของ Brass House ที่ทำให้แตกต่างจาก Jazz Bar ทั่วไป

สิ่งที่ทำให้ Brass House แตกต่างจาก Jazz Bar ทั่วไป ไม่ได้เกิดจากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำรายละเอียดหลายด้านมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ ตั้งแต่แนวคิดของดนตรี การออกแบบพื้นที่ การเลือกโลเคชั่น ไปจนถึงอาหาร และเครื่องดื่มที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้เข้ากับบรรยากาศของร้าน และ Jazz Bar แบบดั้งเดิมมักมีภาพจำที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ทั้งในเรื่องของเพลง บรรยากาศ และกลุ่มลูกค้า แต่ Brass House เลือกจะตีความคำว่า “แจ๊ส” ใหม่ ให้กลายเป็นวัฒนธรรมการนั่งชิลที่ใครก็เข้ามาสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นสายดนตรีตัวยง หรือเพียงแค่อยากหาที่นั่งดื่ม พูดคุย และพักผ่อนในค่ำคืนพิเศษก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ความแตกต่างนี้สะท้อนออกมาในทุกรายละเอียดของร้าน ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายก่อนลาจาก ที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลาย สนุก และรู้สึกว่า “นี่คือพื้นที่ของเรา” ไม่ใช่สถานที่ที่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศแบบเดิมๆ และเสน่ห์ของ Brass House ที่ทำให้แตกต่างจาก Jazz Bar ทั่วไป มีดังนี้

1.1 สไตล์เพลง Jazz ที่เข้าถึงง่าย 

สำหรับสไตล์เพลง Jazz ของ Brass House ถูกออกแบบมาเพื่อให้ฟังง่าย และเป็นมิตรกับผู้ฟังทุกระดับ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านดนตรี หรือเป็นแฟนแจ๊สตัวยงก็สามารถเพลิดเพลินได้ ทำให้บรรยากาศโดยรวมมีความผ่อนคลาย และสนุกมากยิ่งขึ้น และจุดเด่นของแนวเพลงของ Brass House คือ การสร้างบรรยากาศให้เหมาะกับการนั่งพูดคุย ดื่ม และใช้เวลาอย่างสบายใจ ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด หรือเคร่งเครียดเหมือน Jazz Bar แบบดั้งเดิมที่เน้นการนั่งฟังอย่างเงียบๆ ดังนั้น ความแตกต่างของ Brass House จาก Jazz Bar ทั่วไปจึงอยู่ที่การนำเพลงสไตล์ Jazz มาปรับจังหวะ และอารมณ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ที่ทำให้ดนตรีกลายเป็นแบ็กกราวด์ที่ช่วยเติมเต็มค่ำคืน มากกว่าการเป็นจุดศูนย์กลางที่ต้องตั้งใจฟังเพียงอย่างเดียว

1.2 ออกแบบทุกอย่างมาเพื่อ Gen Z โดยเฉพาะ

สำหรับที่ Brass House ให้ความสำคัญกับพฤติกรรม และรสนิยมของชาว Gen Z อย่างชัดเจน ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ที่เหมาะกับการถ่ายรูป แชร์ลงโซเชียล ไปจนถึงบรรยากาศที่มีความผ่อนคลาย ชิลๆ ที่ในทุกมุมของร้านถูกคิดมาให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบดิจิทัล และการแสดงตัวตนในสไตล์ของคนรุ่นใหม่

นอกจากนั้นยังนำความเป็น Gen Z มาสะท้อนผ่านการเลือกสี วัสดุ และแสงไฟ ที่ให้ความรู้สึกหรูแต่ไม่แก่ คลาสสิกแต่ไม่เชย แตกต่างจาก Jazz Bar แบบเดิมที่มักจะเน้นความขรึม และจริงจัง แต่ Brass House เลือกสร้างความรู้สึกสนุก ทันสมัย และเปิดกว้างให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ และด้วยจุดนี้เองที่ทำให้ Brass House ไม่ได้จำกัดกลุ่มลูกค้าอยู่แค่คนรักแจ๊ส แต่กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ของคนรุ่นใหม่ที่อยากสัมผัสความหรูในแบบที่ยังคงความเป็นตัวเอง

1.3 วิวรูฟท็อปจากชั้น 45 บนโรงแรมหรู 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Brass House คือ วิวรูฟท็อปจากชั้น 45 บนโรงแรมหรูใจกลางเมืองที่เปิดมุมมองกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนได้อย่างงดงาม และแสงไฟของเมืองได้กลายเป็นฉากหลังที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การนั่งดื่ม และฟังเพลงให้พิเศษยิ่งขึ้น และวิวในระดับนี้ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ยังช่วยสร้างอารมณ์ของการหลีกหนีความวุ่นวายจากพื้นดินขึ้นมาสู่พื้นที่ที่เงียบสงบ และเป็นส่วนตัว แตกต่างจาก Jazz Bar ทั่วไปที่มักตั้งอยู่ในอาคาร หรือพื้นที่ปิด และด้วยการผสานดนตรีแจ๊สเข้ากับวิวเมืองจากมุมสูง ทำให้ Brass House เป็นมากกว่าบาร์ แต่เป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนทางอารมณ์ในค่ำคืนของคนเมือง

1.4 อาหาร และเครื่องดื่ม Signature

สำหรับอาหาร และเครื่องดื่มของ Brass House ทุกเมนูสะท้อนแนวคิดเดียวกับร้าน คือ ความหรูหราที่เข้าถึงง่าย และความร่วมสมัยที่ไม่ทิ้งกลิ่นอายของความคลาสสิก โดยเครื่องดื่ม Signature แต่ละแก้วถูกสร้างสรรค์ด้วยคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ทั้งในด้านรสชาติ กลิ่น และการนำเสนอ มีการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ ผสมผสานเทคนิคการทำเครื่องดื่มแบบสมัยใหม่เข้ากับแรงบันดาลใจจากดนตรีแจ๊ส และสไตล์ Art Deco ทำให้เครื่องดื่มไม่ได้มีแค่รสชาติที่ดี แต่ยังเล่าเรื่องราว และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ดื่ม ซึ่งแตกต่างจาก Jazz Bar ทั่วไปที่มักเน้นเมนูคลาสสิกแบบเดิมๆ แต่ Brass House ให้ความสำคัญกับความสนุกในการเลือกดื่ม เครื่องดื่มถูกออกแบบให้ดื่มง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป แต่ยังมีมิติ เหมาะกับทั้งคนที่ดื่มบาร์เป็นประจำ และมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มดื่ม และในส่วนของอาหารนั้นก็จะเป็นเมนูที่เน้นความพรีเมียมในรูปแบบที่รับประทานง่าย สามารถแชร์กันบนโต๊ะได้โดยไม่รบกวนบรรยากาศการนั่งชิล และทำให้อาหารไม่ใช่แค่ของรองท้อง แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การใช้เวลาใน Brass House ยาวนาน และน่าจดจำยิ่งขึ้น

1.5 การตกแต่งภายในร้านแบบร่วมสมัย

สำหรับการตกแต่งภายในของ Brass House นั้นจะเป็นการนำสไตล์ Art Deco แบบร่วมสมัย ที่มีความหรูหรามาตีความใหม่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคปัจจุบัน โดยที่ยังมีความคลาสสิกอยู่ แต่ก็มีความร่วมสมัยทั้งไทย และต่างประเทศ ที่ช่วยเพิ่มความโปร่ง โล่ง และมีชีวิตชีวาเข้าไปในพื้นที่ทุกซอกทุกมุม

ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายเรขาคณิต วัสดุที่มีผิวสัมผัสเฉพาะ สีสันที่เป็นเอกลักษณ์ และการจัดแสงแบบมีเลเยอร์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูแพง แต่ยังคงความรู้สึกที่มีความผ่อนคลาย ไม่กดดัน หรือจริงจังจนเกินไป แตกต่างจาก Jazz Bar แบบดั้งเดิมที่มักใช้โทนมืด และมีบรรยากาศที่ดูนิ่งๆ เคร่งขรึม แต่ Brass House เลือกที่จะสร้างความอบอุ่น และความมีชีวิตชีวา ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา

นอกจากนั้นการออกแบบยังคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริง ทุกมุมของร้านถูกวางตำแหน่งให้เชื่อมโยงกัน ทั้งโซนบาร์ โซนที่นั่ง และพื้นที่รับชมวิว ทำให้ไม่ว่าจะนั่งตรงไหน ก็ยังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศโดยรวม และด้วยความร่วมสมัยของ Brass House จึงไม่ได้อยู่แค่ความสวยงาม แต่สะท้อนผ่านการออกแบบที่เข้าใจพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการพื้นที่สวย ใช้งานได้จริง และเหมาะกับการใช้เวลาในหลายอารมณ์ของค่ำคืนเดียวกัน

1.6 มีพื้นที่ให้เลือกใช้บริการหลากหลาย

สำหรับที่ Brass House นั้นถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น รองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้มาเยือนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมาคนเดียว มากับเพื่อน หรือมาในโอกาสพิเศษ ก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการนั้นได้อย่างลงตัว โดยพื้นที่ภายในนั้นถูกแบ่งออกเป็นหลายโซน แต่ละโซนมีบรรยากาศ และอารมณ์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โซนบาร์ที่เหมาะกับการนั่งดื่ม และพูดคุย ไปจนถึงโซนที่นั่งสบายๆ สำหรับการใช้เวลายาวๆ หรือโซนที่เปิดรับวิวเมืองจากมุมสูง ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกประสบการณ์ที่เหมาะกับตัวเองได้ ซึ่งแตกต่างจาก Jazz Bar ทั่วไปที่มักมีรูปแบบการนั่งค่อนข้างตายตัว แต่ว่า Brass House เปิดโอกาสให้ผู้ที่มาเยือนทุกคนได้เลือกวิธีใช้ค่ำคืนของตัวเองได้อย่างอิสระ เพราะความหลากหลายของพื้นที่ช่วยให้ร้านตอบโจทย์ทั้งการแฮงเอาต์แบบชิลๆ และการเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษภายในสถานที่เดียวกัน

1.7 เดินทางง่าย สะดวกสบาย ใจกลางเมือง

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Brass House เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย คือ ทำเลที่ตั้งใจกลางเมือง บนโรงแรมหรูที่เดินทางสะดวก เชื่อมต่อกับเส้นทางหลักของกรุงเทพฯ ได้อย่างหลากหลาย ทำให้การแวะมาใช้เวลาหลังเลิกงาน หรือในวันหยุดไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก โดยความสะดวกในการเดินทางนั้นจะช่วยลดข้อจำกัดในการวางแผน แตกต่างจาก Jazz Bar หลายแห่งที่อาจอยู่ในซอยลึก หรือเป็นพื้นที่เฉพาะกลุ่ม ดังนั้น Brass House จึงกลายเป็นตัวเลือกแจ๊สบาร์ที่เข้าถึงได้ง่าย เมื่ออยากหาที่นั่งดื่ม ฟังเพลง และพักผ่อนในค่ำคืนพิเศษ อีกทั้งทำเลที่ดียังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของร้านให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่สถานที่ที่ต้องตั้งใจไปเป็นพิเศษ แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถนำมาแทรกเข้าในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้ทุกเวลา

Brass House

2. Brass House รูฟท็อปแจ๊สบาร์หรูสไตล์ Art Deco ร่วมสมัยที่ผสาน “ความงามแบบไทยชั้นสูง” ให้เข้าถึงง่ายทุก Gen

แนวคิดในการออกแบบรูฟท็อปแจ๊สบาร์หรูอย่าง Brass House นั้นเป็นการนำความงามในสมัยก่อนมาผสมผสานเข้ากันกับสถาปัตยกรรมทางตะวันออก และตะวันตก ที่เป็นการแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อความสง่างาม และความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความรุ่งโรจน์ของสยามในต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้ตกแต่งของ Brass House นั้นผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างลวดลายไทยดั้งเดิมเข้ากับความหรูหราเหนือกาลเวลาของอิทธิพลคลาสสิกตะวันตก อีกทั้งโทนสีที่ใช้ประกอบด้วยเฉดสีอบอุ่น และหรูหรา เช่น สีน้ำเงินเข้ม สีทองที่เปล่งประกาย และสีน้ำตาลเอิร์ธโทน ซึ่งสร้างบรรยากาศที่ทั้งสง่างาม และอบอุ่น รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่แสดงให้เห็นถึงงานฝีมือไม้ที่ประณีตงดงาม ประดับประดาด้วยลวดลายไทยที่ซับซ้อน ที่ทำให้มีความกลมกลืน และลงตัวกับรูปทรงที่สง่างามของเฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรปที่ชวนให้นึกถึงยุคสมัยของพระมหากษัตริย์ และนอกจากนั้นการตกแต่งสไตล์ Art Deco ของ Brass House แบบร่วมสมัยที่มีความงามแบบไทยชั้นสูงนั้นยังนำวังต่างๆ ในไทยมาผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัว ดังนี้

2.1 Phitsanulok Mansion

พระราชวังพิษณุโลก หรือพระราชวังจันทน์ ตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก ในเขตดุสิต กรุงเทพฯ โดยพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 และมีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นที่ผสมผสานการออกแบบสไตล์ยุโรปเข้ากับองค์ประกอบทางศิลปะไทยดั้งเดิมได้อย่างสวยงาม เดิมที พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของพระยาอนิรุทเทวา หรือหมอหลวงฟื้น พึ่งบุญ ที่เป็นขุนนางชั้นสูงผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักไทย และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และ 7 ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ไว้วางใจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และหลังจากที่พระยาอนิรุทเทวาสวรรคตในปี พ.ศ. 2480 กรรมสิทธิ์ของพระราชวังจึงตกเป็นของรัฐ ต่อมาได้กำหนดให้เป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งยังคงทำหน้าที่นี้มาจนถึงปัจจุบัน

2.2 Wang Phaya Thai

วังพญาไท เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 ในช่วงเวลาสั้นๆ

ในปี 1910 หลังจากเสด็จเข้าประทับในพระราชวังใหม่ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเพียงไม่กี่เดือนต่อมา และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงเชิญสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาประทับในวังแห่งนี้จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปี 1940 หลังจากนั้นก็ทรงรื้อถอนวังพญาไท เหลือไว้เพียงเทวราชสภา ซึ่งใช้เป็นท้องพระโรง และพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้สร้างท้องพระโรงใหม่หลายหลัง และสถาปนาวังแห่งนี้เป็นวังพญาไท พร้อมทั้งสร้างโรงละครเพิ่มเติม ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการกำเนิดของ “ลินดี้ฮอป” และสวิงแดนซ์ และการตกแต่งภายในของวังพญาไทเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมจากรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ไม่ว่าจะเป็นเพดาน ที่ประดับด้วยลวดลายโค้งสูง มีลวดลายดอกไม้สีทองรอบห้องโถงบัลลังก์ โดดเด่นด้วยประตูบานกระจกสีที่สามารถเปิดออกเพื่อสร้างพื้นที่โล่งกว้าง เป็นต้น

2.3 Mrigadayavan Palace

พระราชวังมฤคทายวัน หรือพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นที่ประทับในฤดูร้อน และสถาปัตยกรรมของพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมรีสอร์ทในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 เมื่อวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ยังหายาก แต่ว่าลวดลายของไทยที่มีการผสมผสานที่ลงตัว โดยลวดลายอาร์ตเดโคของไทยมักจะผสานลวดลายไทยคลาสสิก เช่น เข้ากับรูปทรงที่เรียบง่าย และรูปทรงเรขาคณิตสมมาตรที่เป็นลักษณะเฉพาะ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบทางธรรมชาติ เช่น เปลวไฟ และกลีบดอกบัว เป็นลวดลายหลักในศิลปะการตกแต่งของไทย และมักถูกนำมาดัดแปลงเป็นงานออกแบบอาร์ตเดโค เพื่อสร้างความรู้สึกของการเคลื่อนไหว และความสง่างาม

Brass House

3. เปิดประสบการณ์นั่งชิลรูฟท็อปแจ๊สบาร์สุดหรูที่ Brass House ก่อนใคร สำรองที่นั่งได้แล้ว วันนี้!

สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดประสบการณ์ในการนั่งชิลที่รูฟท็อปแจ๊สบาร์สุดหรูอย่างที่ Brass House ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งก่อนใครผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

  • Tel. : 091-989-2626
  • Facebook : Brass House Bangkok
  • Line Official : @brasshousebangkok
  • Instagram : @brasshousebangkok
Top

connect with us

find us
contact us
opening hours

Tuesday - thursday 4pm - 11pm
Friday & saturday 12pm till late